ครูนิน: บนเส้นทางโยคะกว่า 20 ปี

ไม่ใช่ทุกคนที่มาฝึกโยคะแล้วจะติดใจจนหยุดไม่ได้ มีหลายคนที่ล้มเลิกถอดใจไปตั้งแต่ครั้งแรก ๆ ที่เริ่มฝึก บางคนอยู่กับโยคะได้ไม่กี่เดือนก็ล่าถอยไป แต่วันนี้เราได้มีโอกาสพูดคุยกับ ครูนิน เจ้าของแฟนเพจ Yoga Story ครูโยคะที่บอกกับเราว่าไม่ได้เริ่มจากใจรัก แต่ในที่สุดแล้วก็ได้เดินอยู่บนเส้นทางโยคะมากว่า 20 ปี อะไรทำให้ ครูนิน เลือกเดินบนเส้นทางนี้และกลายมาเป็น ครูนิน หนึ่งในครูโยคะรุ่นแรก ๆ ของประเทศไทยและเป็นที่รักของนักเรียนโยคะมากมายทั่วประเทศ

ครูนิน ฝึกมานานแค่ไหนแล้ว และเริ่มฝึกได้ยังไง

ฝึกมา 20 กว่าปีแล้ว ตั้งแต่ปี 2542 โดยเรียนกับครูสุธีร์เป็นคนแรก ตอนนั้นไม่ได้เริ่มจากใจรัก แต่เริ่มจากครูสุธีร์สอนอยู่ที่สวนลุม แล้วแม่ผมก็ฝึกไท้เก๊กฝึกชี่กงอยู่ที่นั่นมานาน แล้วเห็นกลุ่มของครูสุธีร์เล่นอยู่ แล้วแม่ผมก็เลยไปเล่น แล้วแม่ผมเป็นกระดูกคด ประมาณว่านอนหงายแล้วเอาแขนสอดเข้าไปได้ แล้วแม่ผมหายจากอาการนี้ในสามเดือน ตอนนั้นผมปวดหลังมาก ผมปวดหลังตั้งแต่ปีสองแล้ว ผมทำงานค่ายอาสาแล้วไปยกคูลเลอร์น้ำแบบที่เขาใช้ในกีฬาสี แล้วผมปวดหลังมาก จนกระทั่งเรียนจบมาทำงานเป็นนักจิตวิทยาแล้วมันก็ยังปวดอยู่ แล้วมันพาลลงขา แล้วหมอบอกเป็นหมอนรองกระดูกทับเส้นประสาท แต่หมอไม่อยากให้ผ่า แล้วภรรยาของหมอเขาก็อยู่แผนกผม ก็หวังดีก็บอกว่าไม่ต้องผ่าหรอก ให้ทำกายภาพไป มันก็ดีขึ้นวันสองวัน บางทีดีขึ้นวันเดียวก็ทรุดลงไปอีก แม่ผมก็เห็นว่าโยคะมันน่าจะช่วยได้นะ เพราะว่าแม่ผมเนี่ยเป็นขนาดนี้ยังหายเลย ก็เลยเอาผมไปฝึก

แล้วตอนนั้นรู้สึกชอบโยคะมั๊ย

นี่คือผมเป็นคนที่เชื่อฟังพ่อแม่ ผมก็เลยไปฝึก อยากหนีนะ แต่หนีไม่ได้ ผมอยู่ตรงกลาง แม่อยู่ข้างซ้าย พ่อก็อยู่ข้างขวา จะเอาอะไรไปหนีล่ะ หนีไม่ได้ แล้วตอนนั้นทำงานอยู่ ผมก็จะไปฝึกได้แค่วันเสาร์อาทิตย์ นอกนั้นก็ซ้อมเพื่อบำบัดตัวเอง แล้วปรากฏว่าหนักกว่าเดิม ในที่นี้คือมันระบม เมื่อก่อนไม่ค่อยระบมหรอก แต่พอฝึกแบบนี้เดินกุมหลังทุกวัน หมอถามเป็นอะไร ทำไมมันหนักขนาดนี้ ก็บอกฝึกโยคะ แต่หมอไม่รู้จักโยคะ สมัยนั้นโยคะเป็นอะไรที่ต้องอธิบายต่อว่ามันคืออะไร ผมฝึกแล้วก็ดูแย่กว่าเดิม หมอเขาก็บอกเลิก ๆ ไปเถอะ ในใจก็ดีใจลึก ๆ เพราะมีหมอบอกให้เลิก เพราะฝึกแล้วปวดระบม รวดร้าว แต่มันไม่ได้ระบมแบบแปล๊บนะ มันแบบคนออกกำลังกายหนัก แต่ว่าที่สำคัญคือมันระบมมาเป็นเดือน ๆ

Kru Ninแล้วอะไรทำให้ครูนินฝึกต่อมาเรื่อย ๆ

ตอนนั้นพ่อแม่จะมาบังคับผมไม่ได้แล้ว ผมบอกหมอบอกให้เลิก แม่ผมยังไม่ยอม แม่ผมบอกไปหาครูอีกรอบหนึ่งก่อน แล้วครูว่ายังไงก็ค่อยเลิก ผมก็บอกครูเลยว่าเนี่ยหมอบอกให้เลิก เพราะว่ามันปวดมากเลย อาการมันแย่ลง ครูเขาก็พูดประโยคหนึ่งว่า “เมื่อก่อนผมก็เหมือนคุณนั่นแหละ ทนเอาหน่อยสัก 3 เดือนแล้วกัน ถ้ามันไม่มีอะไรดีขึ้นก็เลิก” ผมก็โอเคได้ ถ้า 3 เดือนไม่มีอะไรดีขึ้นผมเลิกจริง ๆ นะ ผมเลยทนฝึกมา พอมันขึ้นเดือนที่สาม อาการระบมอะไรพวกนี้มันหาย พอระบมหาย อาการที่เคยเป็นก็หาย ก็เลย เอ๊ะ มันหายไปไหนล่ะ มันก็งง หลังจากนั้นก็เลยฝึกเรื่อย ๆ แต่ไม่ได้คิดว่าจะเป็นครูนะ ยังทำงานเป็นนักจิตวิทยาอยู่ แต่ว่าฝึกไปด้วย เพราะรู้สึกดี พอมันหายปวดหลังก็เลยรู้สึกอยากฝึก เพราะไม่อยากป่วยเป็นอย่างอื่นแล้ว แล้วก็มีของที่หายเพิ่มมาก็คือภูมิแพ้ ปกติเวลาตอนเช้าตื่นมาผมจะต้องจามทุกเช้า ตอนที่เปิดประตูมาเจอไอเย็นของห้องน้ำ จามจนบางวันคอเคล็ดด้วย พอฝึกไปได้นาน ๆ มันหาย

ครูนิน มาเป็นครูได้ยังไง

พอผมฝึกไปได้สักพักก็ลาออกจากงาน ทำให้ผมได้ไปฝึกทุกวันเลย แล้วครูของผมจริง ๆ เขาก็ดีมากเลยนะ แต่เป็นโรคกลัวฝนมาก ถ้าฝนตกนะ เขาจะไม่มา แล้วสมัยนั้นมันไม่มีมือถือ ก็จะหายไป ติดต่อไม่ได้หรอก แล้วพอเขาไม่มาปุ๊บ เวลาฝนมันพรำ ๆ มันจะแบบว่า ตายแล้ว มากันตั้งเยอะ ใครจะสอนดี ไป ๆ มา ๆ ก็เลยกลายเป็นผม ก็เป็นที่รู้กันว่าถ้าฝนตกผมจะเป็นคนสอนแทน ก็ได้สอนแทนหลายสิบรอบ เพราะว่าฝนตก ก็เลยได้อานิสงส์หัดสอน จนกระทั่งตอนนั้นน่ะครูโยคะมีน้อย ครูเขาก็รู้สึกว่างานมันเยอะมาก เขาก็เลยมา ๆๆ เธอจะลองไปสอนมั๊ย ก็เลยได้ไปสอนที่แบงค์กรุงศรี แล้วหลังจากนั้นงานมันก็แตกยอดออกไปเรื่อย ๆ แล้วตอนหลังก็ได้ไปเรียนเพิ่มกับครูหนู ก็เป็นเรื่องราวจนได้มาเป็นครู

ครูนิน มาเป็นครูโยคะสายบำบัดได้ยังไง

ผมจะบอกทุกคนนะว่าไม่ใช้คำนี้ได้มั๊ย เอาคำว่าเยียวยาได้มั๊ย อันหนึ่งคือมันทำให้คนคาดหวังเยอะ อีกอันหนึ่งคือตอนนี้นวดโดนแล้ว บอกนวดบำบัดไม่ได้นะ ต้องบอกนวดเพื่อสุขภาพ คนนวดบำบัดต้องมีใบประกอบโรคศิลป์ แต่จริง ๆ ก็นวดอันเดียวกันนั่นแหละ ผมก็เลยเชื่อว่าอีกหน่อยคำ ๆ นี้โยคะก็จะโดน ก็ควรจะระวัง ก็มีคนบอกว่าคนไทยไม่ซีเรียสหรอก ซึ่งที่คนเขาให้ชื่อนี้มาเพราะหนึ่งคือผมจะเป็นคนที่ไม่สอนโยคะโฟลว์เลย คนที่เป็นวัยรุ่นหนุ่มสาวก็จะไม่ค่อยมาเรียนกับผมหรอก เพราะในชีวิตผมไม่เคยสอนโฟลว์เลยแม้แต่ครั้งเดียว เหลือแต่อาม่าอากง แล้วป้า ๆ ทั้งหลายเป็นอะไร เป็นแต่โรค แล้วเขาก็ฝึก ๆ คือผมก็ไม่ได้คาดคั้นนะ ทำแค่ไหนก็ได้นะ แต่พวกเขาก็ดีขึ้นไง แล้วเขาก็เลยเรียกเพื่อน ๆ เขามา แล้วผมก็เป็นพวกวิชากดจุดอะไรพวกนี้ตั้งแต่แรกแล้ว กดจุด กัวซา นวด เวชกรรม นวดชั้นสูง จัดกระดูก ผมรู้พวกนี้มาก่อนแล้ว แต่เวลามีคนเจ็บมาผมก็รู้ละ เอ้อ คนนี้ใช้ท่าโยคะแบบนี้แล้วโอเค อย่างนี้ดีกว่า ช่วยตรงนี้นิดนึง มันก็เลยกลายเป็นว่าคนก็เลยมาหาผม ก็เลยกลายเป็นครูโยคะบำบัดไป จริง ๆ ผมไม่ได้รักษา แค่ปรับสมดุลเฉย ๆ ผมไม่ได้รักษา หมอรักษา

มองวงการโยคะในปัจจุบันยังไง

จริง ๆ เมื่อก่อนผมไม่ค่อยเล่นโซเชียล ผมก็เป็นครูมานาน จนกระทั่งเพื่อนผมก็บอกว่าอย่าต่อต้านสังคมมากนักได้มั๊ย ผมก็เลยต้องเล่น ที่ผมเล่นเฟสน่ะ เพื่อนผมสมัครให้ แล้วมันก็ลงรูปให้ผม ก็เลยมีเฟส เพจนี้ผมคิดขึ้นมาเพราะรู้สึกว่ามันเปลี่ยนไปเยอะ บางอย่างผมรู้สึกว่าปล่อยไว้อย่างนี้ไม่ดี เพราะว่าบางสิ่งบางอย่างมันทำให้คนบาดเจ็บ แล้วทำกัน ก็เลยรู้สึกว่าเราควรจะให้ความรู้อะไรบ้างว่าความจริงมันคืออะไร

สมัยก่อนมันไม่มีนะ มันฝึกอยู่ไม่กี่ท่าหรอกสมัยก่อน ฝึกเหมือนกันแทบทุกวัน อย่างครูหนูนะ ทุกวันเหมือนกัน ทำแล้วก็พักศพ ทำแล้วก็พักศพ ชั่วโมงหนึ่งพักศพไม่รู้กี่รอบ แต่มันดีนะ จริง ๆ ผมชอบ แล้วจริง ๆ น่ะการฝึกที่เหนื่อยที่สุดในชีวิตของผมก็คือฝึกกับครูหนูนี่แหละ คือที่ผมเข้าใจว่าทำไมให้พักศพเพราะมันโคตรเหนื่อย ถ้าไม่พักมันทำต่อไม่ได้ เพราะครูหนูเป็นระบบกลั้นลมพอทำเสร็จก็ซ้ำให้มันครบ 6 รอบ ทำแล้วมันเหนื่อย แต่ว่าสมัยหลังของศิวะนันทะคนเขาตัดลมหายใจเป็นธรรมดา กลายเป็นว่าพักศพแล้วมันไม่รู้สึกอะไร นี่คือการเปลี่ยนไปหนึ่งอย่างละ แบบเดิมมันต้องกลั้น ในหนังสือเขายังกลั้นเลย ก็เห็นความเปลี่ยนไป

แล้วพอไปดูเฟสก็ เฮ้ย เดี๋ยวนี้มันทำท่าอย่างนี้แล้วเหรอ เมื่อก่อน Pincha นี่ครูจะให้ฝึกเฉพาะคนที่เก่งจริง ๆ เก่งแบบเก่ง ฝึกมานาน เดี๋ยวนี้นี่ เฮ้ย Pincha กันเต็มเฟสเลย แต่ว่าสิ่งที่ตามมาอีกอันหนึ่งก็คือมันมีเฟสเขียนว่าเนี่ยฝึกอันนี้เจ็บ คือของเรานี่เราหายเจ็บเพราะโยคะไง อีกอันคือ เนี่ยไปตรวจ MRI มา หมอบอกว่าต้องผ่าตัดหลังอย่างเดียว ไปฝึกพวกโค้ง ๆ อะไรมาสักอย่าง เราก็รู้สึก เฮ้ย มันไม่ใช่ละ เราต้องเขียนอะไรบางอย่างก็เลยมาเป็นเพจ แล้วเราจะเขียนยังไงให้คนอ่าน เราก็เลย อ๋อ การ์ตูน ก็เลยมาเป็นการ์ตูน นี่คือที่มา ผมว่ามันเปลี่ยนไปไง หลักความสบายมันไม่มีแล้ว แล้วบางคนเขียน “ฝึกโยคะทุกคนมันก็ต้องเจ็บ เจ็บเพื่อที่จะพัฒนาต่อไป” เราก็รู้สึก เฮ้ย นี่มันไม่ใช่แล้ว เราเรียนมาตั้งหลายครู มันไม่เห็นมีกฎอะไรอย่างนี้ เราก็เลยรู้สึกว่ามันมีความเปลี่ยนไปเยอะ

โยคะให้อะไรกับครูนินบ้าง

เยอะเลย โยคะนี่อย่างน้อยมันก็ให้ชีวิตที่ดีทั้งทางด้านร่างกายและจิตใจ นี่คือสิ่งที่มันให้ ชีวิตมันเปลี่ยนทางร่างกายและจิตใจ อย่างคนที่มีแรงแต่ขี้โรคอย่างผมเนี่ยก็ดีขึ้นมาก ๆ สภาพชีวิตโดยรวมที่เคยเป็นคนค่อนข้างปล่อยวางไม่ตก พอมาฝึกแล้วก็รู้สึกปล่อยวาง เพราะว่าผมเชื่อว่ามันเป็นจากการทำท่าต่าง ๆ เออ ไม่ได้ก็ช่างมันเถอะ มันก็เลยไป ๆ มา ๆ มันก็เลยรู้สึกว่าชีวิตเรา เออ ไม่ได้ก็ช่างมันเถอะ นี่คือสิ่งที่มันเปลี่ยนนะ แต่ในส่วนของงาน ผมรู้สึกว่ามันเป็นชะตาชีวิตที่มันต้องมาเป็นครูนะ แต่ว่าทำแล้วมันก็มีความรู้สึก เออ ดีนะ พอเราเห็นคนเขามาฝึกกับเราแล้ว เฮ้ย ที่ปวดเข่ามันดีขึ้นนะ เราหายใจโล่งขึ้น เออนี่แหละ มันมีคุณค่า รู้สึกตัวเองมีคุณค่าให้กับสังคม

เส้นทางกว่า 20 ปีมีเรื่องราวมากมายที่ ครูนิน คงเล่าให้เราฟังได้ไม่หมดภายในเวลาสั้น ๆ เราหวังว่าใครก็ตามที่ชื่นชอบการฝึกโยคะจะได้มีโอกาสเรียนกับครูที่มีความรู้และประสบการณ์มากล้นอย่างครูนิน เชื่อว่าสิ่งที่จะได้รับจากครูจะยิ่งทำให้เรารักโยคะมากขึ้นไปอีก และรักและดูแลตัวเองได้ดียิ่งขึ้นไปด้วยอย่างแน่นอน

เรียนกับครู Nin

2,200฿
โยคะพื้นฐานสำหรับผู้เริ่มต้น by ครูนิน

โยคะพื้นฐานสำหรับผู้เริ่มต้น by ครูนิน

ดูคอร์ส


ถ้าคุณชอบ แชร์เลย!

Share on facebook
แชร์บน Facebook
Share on twitter
แชร์บน Twitter

บทความที่เกี่ยวข้อง

ความคิดเห็น

[]